เรื่องเด่น

   เมื่อ : 1 ก.ค. 2569

เกษตรกรกุ้ง เดินทาง ส่งข้อเรียกร้องการขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขวิกฤตกุ้งไทยสู่วาระแห่งชาติ ตัวแทน สส.


อุตสาหกรรมกุ้งไทยซึ่งเคยเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขั้นรุนแรง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 100000 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกลดลงเหลือเพียงประมาณ 40000 ล้านบาท โดยในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจรวมแล้วกว่า 780000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากปัญหาโรคระบาด ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และอุปสรรคในตลาดส่งออก สมาคมกุ้งไทยและภาคีเครือข่ายจึงได้เร่งนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อสมาชิิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมุ่งเน้นการผลักดัน ”แผนปฏิบัติการกุ้งทะเลระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 - 2573)” ให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเสนอการใช้พลังงานสะอาดเพื่อสร้างแบรนด์กุ้งไทยเป็นสินค้าคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) เพื่อทวงคืนสถานะผู้นำในตลาดโลก


วิเคราะห์วิกฤตการณ์และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะถดถอยอย่างรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต โดยมีตัวเลขและข้อเท็จจริงที่สำคัญดังนี้:

  1. การสูญเสียรายได้มหาศาล: รายได้จากการส่งออกกุ้งลดลงจากปีละกว่า 100000 ล้านบาท เหลือเพียง 40000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจปีละ 60000 ล้านบาท
  2. มูลค่าความเสียหายสะสม: ในช่วงระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ความสูญเสียทางเศรษฐกิจสะสมมีมูลค่าสูงถึง 780000 ล้านบาท
  3. อันดับในตลาดโลก: ประเทศไทยเคยครองตำแหน่งผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก แต่ปัจจุบันอันดับร่วงลงไปอยู่ที่อันดับ 5 หรือ 6 และเริ่มสูญเสียความสนใจจากผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดโลก
  4. ปริมาณผลผลิตที่ลดลง: จากที่เคยผลิตกุ้งได้สูงสุดกว่า 640000 ตัน ปัจจุบันไม่สามารถรักษาฐานการผลิตเดิมไว้ได้
  5. ผลกระทบทางสังคม: วิกฤตนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 2000000 คน ในพื้นที่ 34 จังหวัดทั่วประเทศที่มีการเพาะเลี้ยงกุ้ง


อุปสรรคสำคัญและปัจจัยหน่วงรั้งอุตสาหกรรม

จากการหารือระหว่างสมาคมกุ้งไทยและตัวแทนภาคส่วนต่างๆ พบว่าปัจจัยหลักที่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรมประกอบด้วย:

  1. ปัญหาโรคระบาดในกุ้ง: ถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดซึ่งยังไม่สามารถหาทางออกที่เบ็ดเสร็จได้ ส่งผลให้ความสามารถในการผลิตของเกษตรกรลดลงและมีความเสี่ยงสูง
  2. ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น: เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาอาหารกุ้งและต้นทุนด้านพลังงาน
  3. อุปสรรคด้านการส่งออก: ปัญหาการกีดกันทางการค้า เช่น กรณีประเทศมาเลเซียไม่รับซื้อกุ้งไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในพื้นที่ภาคใต้และขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ
  4. ข้อจำกัดด้านพลังงาน: การเพาะเลี้ยงกุ้งเป็นกิจกรรมภาคการเกษตรที่ใช้พลังงานสูง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนรวมและขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา


แนวทางการแก้ไขและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์

เพื่อให้เกิดการกู้คืนวิกฤตอย่างยั่งยืน สมาคมกุ้งไทยได้นำเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อหน่วยงานภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนี้:

  1. การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ: ผลักดันแผนปฏิบัติการกุ้งทะเลระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 - 2573) ให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อระดมทรัพยากรและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน
  2. นวัตกรรมพลังงานสะอาด (Solar Cell): ส่งเสริมการใช้โซล่าเซลล์ในฟาร์มกุ้งเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และเป็นการปรับภาพลักษณ์สินค้ากุ้งไทยให้เป็น ”Low Carbon” ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
  3. การจัดการโรคระบาด: ขอความช่วยเหลือเร่งด่วนในการแก้ปัญหาโรคระบาดเพื่อสร้างความมั่นใจในการผลิตให้กับเกษตรกร
  4. การสร้างฐานรากที่แข็งแกร่ง: มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันผ่านการลดต้นทุนที่ยั่งยืนและการสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้มีความโดดเด่นอีกครั้ง


ประเด็นสำคัญจากการหารือกับฝ่ายนิติบัญญัติ

ตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบความเดือดร้อนและแสดงเจตจำนงในการสนับสนุนอุตสาหกรรมกุ้งไทย ดังนี้:

  1. การรับฟังความเดือดร้อน: สส. รับทราบถึงปัญหาการผลิตที่ยากลำบาก ต้นทุนอาหารและพลังงานที่สูง และการสูญเสียตลาดส่งออก
  2. การต่อสู้ในประเด็นการค้า: มีความพยายามแก้ปัญหาในกรณีที่ตลาดต่างประเทศ (เช่น มาเลเซีย) ปฏิเสธการนำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคากุ้งภายในประเทศ
  3. การส่งต่อปัญหาไปยังรัฐบาล: ตัวแทน สส. เตรียมนำข้อมูลและข้อเสนอจากสมาคมฯ เข้าสู่กระบวนการของสภาและเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม