ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 20 ก.ค. 2569

แสงสว่างฟาร์ม เน้นปล่อยแน่น เลี้ยงได้ ร่วมกับกางมุ้งเลี้ยงกุ้ง ผ่านตัวแดง 100%


จากการบรรยายในงานวันกุ้งประจวบฯ ครั้งที่ 9 ได้มีการบรรยายจาก ”แสงสว่างฟาร์ม” ซึ่งเป็นต้นแบบการปรับตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากการเผชิญวิกฤตโรคระบาด สู่การใช้เทคโนโลยี ”การกางมุ้ง” และการจัดการความหนาแน่นสูง เพื่อสร้างผลกำไรและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งขาว


แสงสว่างฟาร์มได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบการเลี้ยงจากบ่อดินดั้งเดิมสู่ระบบบ่อกางมุ้งที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับปัญหาโรคตายด่วน (EMS) และโรคตัวแดงดวงขาว กลยุทธ์หลักคือการปล่อยกุ้งความหนาแน่นสูง (ประมาณ 600000 ตัวต่อไร่) ควบคู่กับการใช้เทคนิค ”การจับออกแบบบางส่วน” (Partial Harvest) 5-6 ครั้งต่อรอบการเลี้ยง เพื่อลดความหนาแน่นและสร้างกระแสเงินสด ระบบนี้เน้นความสะอาดของน้ำผ่านการใช้จุลินทรีย์เข้มข้น การกำจัดเลนโดยการดำน้ำเช้า-เย็น และการควบคุมเพดานอาหารเพื่อป้องกันโรคขี้ขาว แม้จะมีต้นทุนการลงทุนเบื้องต้นสูงถึงประมาณ 3 ล้านบาทต่อบ่อ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือผลกำไรที่แน่นอนและความสามารถในการจัดการความเสี่ยงจากราคาตลาดและโรคระบาดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการเลี้ยงแบบบ่อดิน


วิวัฒนาการและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเลี้ยงแบบกางมุ้ง

แนวทางการเลี้ยงกุ้งของแสงสว่างฟาร์มเกิดจากการสะสมประสบการณ์และการแก้ปัญหาในแต่ละยุคสมัย ดังนี้:

  1. ยุคเริ่มต้นและวิกฤต EMS: เริ่มต้นจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและเปลี่ยนเป็นกุ้งขาวในบ่อดิน 16 บ่อ จนกระทั่งปี 2555 ที่ประสบปัญหาโรค EMS ระบาดอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงแบบเดิมได้
  2. การประยุกต์ใช้ ”ตราดโมเดล”: ศึกษาและนำความรู้จากนายกสมาคมกุ้งตราดมาใช้เพื่อผ่านวิกฤต EMS
  3. การรับมือโรคตัวแดงดวงขาว: ในช่วงลมพัดแรง (พฤศจิกายน-ธันวาคม) มักเกิดการระบาดของโรคตัวแดง ฟาร์มจึงพัฒนาสู่ระบบ ”การกางมุ้ง” ตามแบบอย่างที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ เพื่อป้องกันพาหะและควบคุมสภาพแวดล้อม
  4. ปรัชญาการผลิต: เน้นการลดจำนวนบ่อลงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในบ่อเดียวให้ได้ผลผลิตเทียบเท่า 3-4 บ่อในสมัยก่อน


ขั้นตอนการเตรียมบ่อและจัดการคุณภาพน้ำ

การเตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อมก่อนปล่อยกุ้งถือเป็นหัวใจสำคัญเพื่อลดอัตราความเสี่ยง:

  1. การฆ่าเชื้อในน้ำ: ใช้น้ำพักที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน 75 ในอัตราส่วน 2 ถังต่อพื้นที่ 1.5 ไร่ แช่ทิ้งไว้ 3 คืน จากนั้นใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อกำจัดฤทธิ์คลอรีนก่อนดึงน้ำเข้าบ่อเลี้ยง
  2. การสร้างสมดุลก่อนปล่อย: ดึงน้ำเข้าบ่อเลี้ยงล่วงหน้า 10 วัน ใส่สีน้ำเทียม (สีน้ำตาล) เพื่อคุมปริมาณแพลงก์ตอนไม่ให้บูม และลงแร่ธาตุอย่างหนักล่วงหน้า 2 วันเพื่อให้กุ้งนำไปใช้ได้ทันทีหลังปล่อย
  3. ระบบจุลินทรีย์: ลงจุลินทรีย์ทุกวันโดยใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง (อาทิ INVE PS Mix Fix Bio-tic) สลับกันเพื่อรักษาสภาพน้ำให้สะอาดและโปร่ง
  4. การจัดการเชื้อ EHP:
  5. บ่อที่เคยมีประวัติโรค: ใช้ปูนร้อนแช่น้ำที่ระดับ 1 เมตร เพื่อเพิ่มค่า PH ให้สูงจนเปลือกสปอร์ EHP แตกออก แล้วจึงฆ่าเชื้อซ้ำด้วยกรดเกลือและคลอรีน
  6. บ่อปกติ: ล้างบ่อด้วยกรดเกลือตามมาตรฐาน
  7. การตรวจสอบ: ใช้บริการไม้สวอบ (Swab) จากศูนย์ตรวจเพื่อยืนยันว่าปลอดเชื้อ EHP ก่อนเริ่มรอบการเลี้ยง


กลยุทธ์การปล่อยพันธุ์กุ้งและการบริหารจัดการการเลี้ยง

  1. การเลือกสายพันธุ์: นิยมใช้กุ้ง Super PL (สายพันธุ์ CP) ซึ่งเป็นกุ้งที่อนุบาลมาแล้วประมาณ 40 วัน (ขนาดประมาณ 100 ตัวต่อกิโลกรัม)
  2. ข้อดี: ลดระยะเวลาการเลี้ยงในบ่อใหญ่ ลดความเสี่ยงในช่วงแรก และสามารถเริ่มจับออกแบบบางส่วนได้เร็ว (ประมาณ 60 วัน) ทำให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียน
  3. ความหนาแน่น: ปล่อยกุ้งประมาณ 600000 ตัวต่อไร่ (หรือประมาณ 1 ล้านถึง 1.2 ล้านตัวต่อบ่อขนาด 1.7 - 2 ไร่)
  4. การจัดการอาหาร:
  5. เริ่มวันแรกที่ 7.2 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 ล้านตัว
  6. แบ่งอาหาร 30% สำหรับหว่านมือ 4 มื้อในช่วง 10 วันแรกเพื่อให้กุ้งกระจายตัวกินได้ทั่วถึง
  7. อีก 70% ให้ผ่านเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ (Auto-feed) ตั้งแต่ 07.00 น. ถึง 18.00 น.
  8. ควบคุมเพดานอาหาร: กำหนดค่า PDG (Proportion of Daily Growth) ไม่ให้เกิน 0.4 ต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันอาหารเหลือซึ่งเป็นสาเหตุของโรคขี้ขาว


ระบบสุขาภิบาลและการจัดการของเสีย

การจัดการของเสียสะสมเป็นกุญแจสำคัญในการเลี้ยงกุ้งหนาแน่นสูง:

  1. โครงสร้างบ่อ: มีหลุมกลางบ่อเพื่อรวบรวมเลนและของเสีย
  2. การกำจัดเลน: ใช้แรงงานคนลงไปดูดและเขี่ยเลนออกจากหลุมกลางบ่อวันละ 2 รอบ
  3. รอบเช้า: ทำความสะอาดของเสียที่หมักหมมจากตอนกลางคืนก่อนที่ความร้อนจะทำให้เกิดแอมโมเนีย
  4. รอบเย็น: ทำหลังจากปิดเครื่องให้อาหารและตีน้ำรวมเลนเสร็จสิ้น
  5. เป้าหมาย: รักษาสภาพน้ำให้โปร่ง ใส และสะอาดอยู่เสมอ เพื่อให้กุ้งไม่เครียดและเติบโตได้ตามธรรมชาติ


เทคนิคการจับออกแบบบางส่วน (Partial Harvest) และการบริหารกำไร

ฟาร์มใช้เทคนิคการย้ายกุ้งและการจับออกเพื่อรักษาสมดุลของมวลน้ำ:

  1. การจับออกต่อเนื่อง: เมื่อกุ้งโตถึงพิกัดที่บ่อรองรับได้ (เช่น ขนาด 50-60 ตัวต่อกิโลกรัม) จะเริ่มจับออกครั้งละ 2-3 ตัน รวม 5-6 ครั้ง จนกระทั่งปิดบ่อ
  2. การย้ายบ่อเพื่อเพิ่มมูลค่า: กรณีราคาตลาดตกต่ำแต่กุ้งในบ่อแน่นเกินพิกัด (เช่น ขนาด 80 ตัวต่อกิโลกรัม) ฟาร์มจะเลือกย้ายกุ้งบางส่วนไปยังบ่อข้างๆ แม้จะมีการสูญเสียจากการบอบช้ำบ้าง (ประมาณ 200 กิโลกรัม) แต่ช่วยให้กุ้งที่เหลือมีพื้นที่เติบโตจนได้ขนาดใหญ่ขึ้น (เช่น 29 ตัวต่อกิโลกรัม) ซึ่งสร้างส่วนต่างกำไรได้มหาศาล (ตัวอย่างเช่น กำไรเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาทจากการย้ายกุ้ง)
  3. ผลผลิตรวม: สามารถทำยอดสะสมได้กว่า 20 ตันต่อบ่อ โดยมียอดปิดบ่อสุดท้ายที่ประมาณ 10 ตัน


บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์

การประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งยุคปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาสูตรสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยปัจจัยดังนี้:

  1. การปรับตัวตามสถานการณ์: ต้องพร้อมพลิกแพลงตามสภาพอากาศ เศรษฐกิจ และราคาตลาด
  2. ความเข้าใจในพื้นที่: ผู้เลี้ยงต้องรู้จักคุณสมบัติของน้ำและแร่ธาตุในพื้นที่ของตนเองอย่างถ่องแท้ เนื่องจากไม่สามารถลอกเลียนแบบเทคนิคกันได้ทั้งหมด
  3. การแบ่งปันความรู้: การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านประมงเป็นสิ่งจำเป็นในการต่อยอดและแก้ปัญหาร่วมกัน
  4. การลงทุนที่คุ้มค่า: แม้ระบบกางมุ้งจะมีต้นทุนอุปกรณ์ใหม่ประมาณ 3 ล้านบาทต่อบ่อ (ไม่รวมหม้อแปลง) แต่ความสามารถในการควบคุมโรคและความสม่ำเสมอของผลผลิตถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในบ่อดินแบบเดิม


ส่วนหนึ่งของการบรรยายในงานวันกุ้งประจวบ ครั้งที่ 9