รายงานพิเศษ

   เมื่อ : 25 ก.ย. 2569

ทีมคนกุ้งฉะเชิงเทรา เปิดฟาร์มต้อนรับ คณะ Shrimp Summit แขกบ้านแขกเมืองจากทั่วโลก


ทีมคนกุ้งฉะเชิงเทราเปิดฟาร์มให้คณะผู้เข้าร่วมประชุม "Shrimp Summit" ซึ่งประกอบด้วยแขกผู้มีเกียรติและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย การเยี่ยมชมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดแสดงระบบการเลี้ยงกุ้งที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะระบบรีไซเคิลน้ำ โดยที่ไม่มีการถ่ายเทน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีความแม่นยำสูงเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ


ประเด็นสำคัญที่พบจากการศึกษาดูงานประกอบด้วย การยอมรับในมาตรฐานระดับโลกอย่าง BAP และ ASC ของไทย ความสนใจจากนานาชาติในการนำ "แปดริ้วโมเดล" ไปปรับใช้เพื่อความมั่นคงทางอาหาร และการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้เพาะเลี้ยงกุ้งของไทยมีความพร้อมในการก้าวสู่ระดับสากล ทั้งในด้านองค์ความรู้ทางเทคนิคและการบริหารจัดการฟาร์มอย่างยั่งยืน


รายละเอียดการศึกษาดูงานและพันธมิตรความร่วมมือ

การต้อนรับคณะศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลักในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ ได้แก่ สมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดฉะเชิงเทรา และชมรมลูกพันธุ์สัตว์น้ำ โดยมีโปรแกรมการทัวร์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ฟาร์มกุ้ง ฟาร์มปลา และห้องเย็น


สถานที่ศึกษาดูงานหลัก

  1. บรรจงฟาร์ม: สถานที่แรกในการรับรองคณะแขกต่างประเทศเพื่อแสดงกระบวนการเลี้ยงกุ้งที่มีศักยภาพ และการจัดการน้ำและระบบการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ฟาร์มลูกกุ้งเศรษฐี: จัดแสดงระบบ "ซิมไบโอติก" (Synbiotics) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเลี้ยงที่เน้นการรักษาสมดุลทางชีวภาพ
  3. สมเกียรติฟาร์ม: ฟาร์มของรองประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดฉะเชิงเทรา นำเสนอการเลี้ยงกุ้งด้วยระบบ "แปดริ้ว โมเดล" โดยคิดค้นมาช่วยเป็นแนวทางการเลี้ยงกุ้งแบบลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้กับเกษตรกรไทย และยังเป็นจุดที่รวมการสาธิตเทคโนโลยีจากบริษัทนวัตกรรมเพื่อการเลี้ยงที่แม่นยำ และเป็นตัวอย่างของฟาร์มที่มีอัตราความสำเร็จสูงในทุกบ่อ


พันธมิตรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ในการเยี่ยมชมมีการจัดแสดงนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำหลายแห่งเพื่อยกระดับความแม่นยำในการเลี้ยง อาทิ:

  1. Tomota (เวียดนาม): นวัตกรรมด้านการจัดการฟาร์ม เทคโนโลยีเรียลไทม์ด้านการเพาะเลี้ยง
  2. HydroNeo: เทคโนโลยีการตรวจเช็คค่าออกซิเจนและค่า pH ในน้ำแบบเรียลไทม์
  3. เทคโนโลยีจากอินเดีย: ระบบตรวจวัดและนับจำนวนกุ้ง รวมถึงเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ (Auto-feed) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากโซล่าเซลล์


หัวใจสำคัญของระบบการเลี้ยงกุ้งในจังหวัดฉะเชิงเทรา

คณะผู้ดูงานจากต่างประเทศได้แสดงความชื่นชมต่อระบบการจัดการฟาร์มของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคที่ยังไม่แพร่หลายในประเทศอื่น ซึ่งมีลักษณะเด่นดังนี้:

ระบบการจัดการน้ำและความเค็ม

  1. ระบบรีไซเคิลแบบธรรมชาติ: การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยอาศัยกลไกทางธรรมชาติ
  2. ระบบรีไซเคิลแบบซิมไบโอติก: การใช้จุลินทรีย์และสารอาหารเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมในบ่อโดยไม่ต้องถ่ายน้ำ
  3. การเลี้ยงในความเค็มต่ำ: ความสามารถในการปรับตัวและเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำที่มีความเค็มต่ำแต่ยังคงให้ผลิตผลสูง

แนวคิด "แปดริ้ว โมเดล"

ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดฉะเชิงเทราได้นำเสนอ "แปดริ้วโมเดล" ซึ่งเป็นต้นแบบความสำเร็จที่มี "4 เสาหลัก" เป็นหัวใจสำคัญ แนวทางนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในบ่อขนาด 3-5 ไร่ ก็สามารถผลิตกุ้งได้ในปริมาณมากและมีความหนาแน่นสูง


มาตรฐานระดับโลกและการขยายตัวสู่ตลาดสากล

การเยี่ยมชมครั้งนี้มีตัวแทนจากองค์กรมาตรฐานระดับโลกและประเทศที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำเข้าร่วมอย่างคับคั่ง:

  1. การเจรจาด้านมาตรฐาน: มีการพูดคุยกับผู้ก่อตั้งมาตรฐาน BAP (Best Aquaculture Practices) และตัวแทนจาก ASC เพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานของไทย (โดยกรมประมง และ มกช.) กับมาตรฐานสากล หากมีจุดใดที่ขาดหายไป เกษตรกรไทยพร้อมจะพัฒนาเสริมเข้าไป เพื่อเพิ่มช่องทางในตลาดโลก เช่น กลุ่มห้างสรรพสินค้า Costco ในอเมริกา
  2. ความร่วมมือระหว่างประเทศ: คณะผู้แทนจากประเทศซาอุดิอาระเบียและอีกหลายประเทศ แสดงความสนใจที่จะเชิญผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรไทยไปช่วยออกแบบและพัฒนาฟาร์ม เพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศเหล่านั้น
  3. ความแม่นยำและการลดต้นทุน: ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ "ความแม่นยำ" (Precision) ในการเลี้ยง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตที่ฝ่ายเทคโนโลยีจากต่างประเทศและเกษตรกรไทยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน


บทสรุปและทิศทางในอนาคต

ความสำเร็จของการเยี่ยมชมฟาร์มในครั้งนี้สะท้อนผ่านเสียงตอบรับจากคณะผู้แทนชิมซัมมิท (Shrimp Summit) ที่เห็นว่าการลงพื้นที่จริงให้ประโยชน์มากกว่าการนั่งประชุมวิชาการเพียงอย่างเดียว เนื่องจากได้เห็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในหน้างานจริง