สัมมนา

   เมื่อ : 8 ต.ค. 2569

Fatty Acid รับมือไวรัสในกุ้งได้จริงหรือ?

เมื่อ Fatty Acid ถูกออกแบบให้ทำได้มากกว่าโภชนาการ โดย คุณกฤต เขมญาณ ผจก.ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท มาสเตอร์ เวท จำกัด


อุตสาหกรรมสัตว์น้ำกำลังเผชิญข้อจำกัดรุนแรงจากโรคระบาดที่เกิดจากไวรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวเหลือง (Yellow Head Virus: YHV) และโรคตัวแดงดวงขาว (White Spot Syndrome Virus: WSSV) ซึ่งระบบการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถปิดช่องทางการเข้าสู่บ่อเลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์เนื่องจากเป็นระบบเปิด ตลอดจนสภาวะเครียดจากสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อุณหภูมิและการลดลงของออกซิเจน


บริษัท มาสเตอร์ เวท กรุ๊ป ได้ร่วมมือกับ บริษัท Olus จากประเทศเนเธอร์แลนด์ นำเสนอการเปลี่ยนผ่านมุมมองทางเทคโนโลยีจากการใช้กรดไขมัน (Fatty Acid) ในฐานะโภชนาศาสตร์ (Nutrition) ไปสู่การเป็น ”เทคโนโลยีการจัดการเชื้อโรค” ผ่านโมเลกุลจำเพาะที่เรียกว่า แอลฟ่า โมโนกลีเซอไรด์ (Alpha Monoglyceride: AMG)


โมเลกุล AMG มีคุณสมบัติเด่นในการก้าวข้ามข้อจำกัดของกรดไขมันทั่วไป โดยสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในทางเดินอาหารของกุ้งที่มีสภาวะเป็นกลางถึงด่าง (pH 7–8) โดยไม่แตกตัว ไม่ขึ้นกับค่า pH ไม่มีกลิ่น และไม่มีรสชาติ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการกินอาหารของกุ้ง กลไกหลักของ AMG คือการเข้าไปทำลายชั้นไขมันหุ้ม (Envelope) ของเชื้อไวรัสและผนังเซลล์ของแบคทีเรีย พร้อมทั้งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร และเป็นแหล่งพลังงานสำรองให้กับกุ้ง


ผลการทดลองทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ (ร่วมกับ สวทช.) และการทดสอบในฟาร์มจริง (Field Trials) ในพื้นที่สมุทรสาคร ราชบุรี และสุราษฎร์ธานี ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์ IMMUVER ซึ่งใช้เทคโนโลยี AMG สามารถชะลอการตาย ควบคุมการระบาด และยืดระยะเวลาการเลี้ยงออกไปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเริ่มใช้ตั้งแต่กุ้งยังมีปริมาณเชื้อในร่างกายต่ำ (Low Viral Load) หรือในระยะก่อนแสดงอาการ (Pre-clinical stage) ร่วมกับการจัดการ Biosecurity ที่ดี


ข้อจำกัดของกรดไขมันทั่วไป และนวัตกรรมโครงสร้างแอลฟ่า โมโนกลีเซอไรด์ (AMG)

ข้อจำกัดของกรดไขมันดั้งเดิม (Raw Fatty Acids)

  1. การทำงานขึ้นกับค่า pH จำเพาะ: กรดไขมันทั่วไปมีค่า pKa จำเพาะ ทำให้สามารถทำงานได้ดีเฉพาะในสภาวะความเป็นกรด-ด่างบางระดับเท่านั้น
  2. การแตกตัวในทางเดินอาหารกุ้ง: ทางเดินอาหารของกุ้งมีค่า pH อยู่ในช่วงประมาณ 7.0 (pH 7–8) ซึ่งกรดไขมันทั่วไปจะเกิดการแตกตัว (Dissociation) ทำให้สูญเสียโครงสร้างและไม่สามารถซึมผ่านเข้าสู่เมมเบรนของเชื้อโรคได้
  3. ผลกระทบต่อการกินอาหาร: กรดไขมันอิสระบางชนิดมีกลิ่นและรสชาติที่รบกวนพฤติกรรมการกินอาหารของกุ้ง

นวัตกรรมโครงสร้างโมเลกุล AMG (Alpha Monoglyceride)

  1. กระบวนการผลิต (Transesterification): เกิดจากการนำกรดไขมันไปเกาะกับโมเลกุลกลีเซอรอล (Glycerol) แล้วใช้กระบวนการ Transesterification ผลักให้กรดไขมันไปเกาะอยู่ที่ตำแหน่ง ”แอลฟ่า” (Alpha) เกิดเป็นโมเลกุลจำเพาะ
  2. เสถียรภาพต่อค่า pH: โมเลกุล AMG ไม่มีการแตกตัวและไม่ขึ้นกับค่า pH ทำให้สามารถแสดงประสิทธิภาพในการจัดการเชื้อโรคได้อย่างสมบูรณ์ภายในทางเดินอาหารกุ้ง (pH 7–8)
  3. ปราศจากกลิ่นและรสชาติ: ไม่ส่งผลกระทบหรือรบกวนปริมาณการกินอาหารของกุ้ง
  4. ความเฉพาะเจาะจงต่อเชื้อโรค: AMG แต่ละชนิดมีความยาวสายคาร์บอน (Carbon Chain Length) และสัดส่วนที่แตกต่างกัน ทำให้มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแต่ละประเภท (แบคทีเรีย EHP หรือ ไวรัส) ที่แตกต่างกันออกไป ไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวจัดการได้ทุกเชื้อ


กลไกการทำงานของ AMG ต่อเชื้อโรคและตัวกุ้ง

กลไกการทำลายเชื้อไวรัสกลุ่มที่มีชั้นไขมันหุ้ม (Envelope Viruses)

เชื้อไวรัส YHV และ WSSV มีโครงสร้างสำคัญคือ ชั้นไขมันหุ้ม (Envelope) ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สามารถถูกทำลายได้ด้วยไขมัน โดย AMG มีกลไกการทำลายดังนี้:

  1. การแทรกซึมเข้าสู่ชั้นเมมเบรน: เนื่องจาก AMG มีคุณสมบัติทั้งส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้ว (Amphiphilic) จึงสามารถเข้าไปแทรกอยู่ระหว่างชั้นเมมเบรนของ Envelope ส่งผลให้โครงสร้างของไวรัสสูญเสียสภาพ (Denaturation)
  2. การรวมตัวเป็น ไมเซลล์ (Micelle Formation): เมื่อมีความเข้มข้นของกรดไขมันมากพอ จะเกิดการรวมตัวเป็นอนุภาคไขมันขนาดใหญ่ (Micelle / Lipid Droplet) เข้าไปทำลายอนุภาคไวรัส (Viral Particles) โดยตรง
  3. การเปลี่ยนแปลงตัวรับ (Receptor Alteration): เมื่อ Envelope ถูกทำลาย โครงสร้างตัวรับ (Receptor) บนผิวไวรัสจะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไวรัสไม่สามารถเข้าจับกับเซลล์โฮสต์ (กุ้ง) เพื่อก่อการติดเชื้อได้ตามปกติ

กลไกการเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกันของกุ้ง (Host Responses)

การปรับเปลี่ยน Lipid Homeostasis: AMG เข้าไปเปลี่ยนโปรไฟล์ไขมันในตัวกุ้ง ส่งผลกระทบต่อกระบวนการจำลองตัวเองของไวรัส (Viral Replication) เนื่องจากไวรัสจำเป็นต้องใช้ไขมันของโฮสต์ในการสร้างเปลือกหุ้ม

  1. การเป็นแหล่งพลังงานสำรอง: กุ้งที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะขาดแคลนพลังงาน AMG เป็นโมเลกุลพิเศษที่ทำงานเชิงโครงสร้างและสามารถสลายให้พลังงานสำรองแก่กุ้งได้ทันที
  2. การกระตุ้นเอนไซม์ย่อยอาหาร: ช่วยเพิ่มการผลิตเอนไซม์ย่อยอาหาร ทำให้กุ้งได้รับสารอาหารและพลังงานอย่างเพียงพอแม้ในสภาวะป่วย
  3. การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน: เพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ Phenoloxidase และ Phagocytic Activity , เพิ่มจำนวนเม็ดเลือด (Hemocytes) , ปรับการทำงานของวิถีสัญญาณ Toll-like Receptor และ Immune Deficiency Pathway

การปรับสมดุลจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร (Gut Microbiome): ส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ เพิ่มประสิทธิภาพการต่อต้านเชื้อโรค

การเพิ่มความทนทานต่อสภาวะเครียด: ช่วยให้กุ้งสามารถทนต่อสภาวะเครียดจากสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสภาวะออกซิเจนต่ำ


ผลการศึกษาวิจัยและทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ IMMUVER

ผลิตภัณฑ์ IMMUVER เป็นสูตร AMG จำเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการเชื้อไวรัส YHV และ WSSV โดยมีผลการทดสอบเชิงประจักษ์ดังนี้

การทดลองในห้องปฏิบัติการ (Lab Trial ร่วมกับ สวทช.)

  1. รูปแบบการทดลอง: นำเชื้อไวรัส YHV (ปริมาณ 5 \times 10^6 \text{ copies/ml}) และ WSSV (ปริมาณ 1 \times 10^6 \text{ copies/ml}) มาผสมกับ IMMOVER ที่ความเข้มข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 5000 ppm เป็นเวลา 30 นาที ก่อนนำไปใส่ในตู้เลี้ยงกุ้งขนาด 1–2 กรัม (10 ตัว/ตู้ ทำ 3 ซ้ำ)
  2. ผลการทดสอบเชื้อ YHV: IMMOVER ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของกุ้งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (Positive Control) โดยเห็นผลเด่นชัดที่สุดที่ความเข้มข้น 5000 ppm และกุ้งที่รอดชีวิตมีปริมาณสำเนาไวรัส (Viral Copy Number) ต่ำกว่าอย่างชัดเจน
  3. ผลการทดสอบเชื้อ WSSV: ณ จุดสิ้นสุดการทดลอง (End Point) อัตราการรอดชีวิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่แนวโน้มแสดงให้เห็นว่า IMMOVER ความเข้มข้นสูงสามารถ ชะลออัตราการตาย ของกุ้งได้
  4. ข้อสรุปเชิงโครงสร้าง: ความแตกต่างของผลการทดลองระหว่าง YHV และ WSSV เกิดจากความแตกต่างทางโครงสร้างของไวรัสทั้งสองชนิด โดยการตรวจเนื้อเยื่อ (Follicular Organ สำหรับ YHV และเนื้อเยื่อบุทางเดินอาหารสำหรับ WSSV) ยืนยันการเกิด Inclusion Body ที่แสดงถึงการติดเชื้อจริง


การทดสอบในฟาร์มจริง (Field Trials)

กรณีศึกษาที่ 1: ฟาร์มในจังหวัดสมุทรสาคร (ระบาดของ YHV และ WSSV)

สภาวะฟาร์ม: เลี้ยงความหนาแน่นสูง สายพันธุ์โตเร็ว เกิดการระบาดของ YHV โดยมีนกจับกุ้งขอบบ่อเป็นพาหะหลัก

การทดลอง: ใช้ IMMOVER อัตรา 5 ml ต่ออาหาร 1 kg ผสมใน 비율 50% ของปริมาณอาหารต่อวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ Compare ระหว่างบ่อทดลอง (T1 T2) และบ่อควบคุม (Control)

ผลการทดลอง:

  1. บ่อ Control: เกิดการระบาดของ WSSV ร่วมกับ EHP จนต้องปิดบ่อ
  2. บ่อ T1: เดิมพบเชื้อไวรัสระดับต่ำ (CT35) หลังใช้ IMMOVER เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ปริมาณเชื้อลดลงจนตรวจไม่พบ
  3. บ่อ T2: ไม่พบการติดเชื้อไวรัสตลอดการทดสอบ


กรณีศึกษาที่ 2: ฟาร์มในจังหวัดราชบุรี (ระบาดของ YHV)

การทดลอง: เปรียบเทียบการใช้ IMMOVER อัตรา 5 ml/kg ที่สัดส่วน 50% feed (T1) และ 100% feed (T2) กับบ่อที่ไม่ใช้สารเสริม (Control) เป็นเวลา 14 วัน

ผลการทดลอง:

  1. บ่อ Control: เกิดการระบาดรุนแรงและต้องปิดบ่อ
  2. บ่อ T1 และ T2: ไม่พบการระบาดและสามารถเลี้ยง ต่อไปได้ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ให้ผลิตภัณฑ์
  3. ผลหลังหยุดใช้: เมื่อหยุดใช้ ผลิตภัณฑ์ไป 2 สัปดาห์ ทั้งสองบ่อเกิดการระบาด แต่ บ่อ T2 (ใช้ 100% feed) สามารถยืดระยะเวลาการเกิดโรคระบาดให้ออกไปได้ยาวนานกว่า T1 อย่างชัดเจน


กรณีศึกษาที่ 3: ฟาร์มในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ระบาดของ WSSV)

สภาวะฟาร์ม: เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงต่อ WSSV และมีบ่อต้นเรื่องเกิดโรคระบาดแล้ว

การทดลอง: ใช้ IMMOVER อัตรา 5 ml/kg (50% feed) ในบ่อ T1 และ T2 เปรียบเทียบกับบ่อควบคุม C1 และ C2

ผลการทดลอง:

  1. บ่อ C2: เกิดการระบาดของ WSSV รุนแรงหลังจากมีการจับกุ้งบางส่วน (Partial Harvest) ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาวะเครียด (Stress)
  2. บ่อ T1 และ T2: ไม่พบการระบาดตลอดช่วงการทดสอบ แม้จะมีการจับกุ้งบางส่วนในฟาร์มก็ตาม


กลุ่มผลิตภัณฑ์กรดไขมันเฉพาะทางของ Master Vet

Master Vet ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์กลุ่ม AMG ให้มีความเฉพาะเจาะจงต่อการจัดการ pathogens แต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

IMMUVER (อิมมูเวอร์):

เป้าหมาย: จัดการเชื้อไวรัสกลุ่ม Envelope Viruses (YHV และ WSSV)

จุดเด่น: ชะลอการตาย ลดปริมาณไวรัสในตัวกุ้ง และยืดระยะเวลาการเลี้ยงในภาวะระบาด


IMMUCIN (อิมมูซีน - ขวดสีน้ำเงิน):

เป้าหมาย: จัดการกับตัวอ่อนของเชื้อไมโครสปอริเดีย EHP (Enterocytozoon hepatopenaei)

จุดเด่น: ลดปริมาณตัวอ่อน EHP เพิ่มปริมาณเม็ดไขมันในตับและตับอ่อน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดของบริษัท (> 1 ล้านบาท/เดือน)


IMMUCIN (อิมมูซีน ขวดสีเขียว):

เป้าหมาย: จัดการเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในสัตว์น้ำ

ผลการทดสอบ: ผ่านการทดสอบร่วมกับศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ Streptococcus และ Aeromonas โดยสร้างวงใสยับยั้งเชื้อ (Clear Zone) ได้กว้างถึง 19.44 มิลลิเมตร


ข้อแนะนำเชิงยุทธศาสตร์และโพรโทคอลการใช้งานในฟาร์ม

โพรโทคอลการใช้ IMMUVER เพื่อควบคุมไวรัส

อัตราส่วนการใช้: 5 ml ต่ออาหาร 1 kg (ผสมอาหาร 50% ถึง 100% ของปริมาณอาหารต่อวัน)

จังหวะเวลาในการเริ่มใช้ (Critical Timing): ต้องเริ่มใช้ในระยะ Pre-clinical Use คือ เมื่อกุ้งยังไม่แสดงอาการป่วย และมีระดับเชื้อไวรัสในร่างกายต่ำ (Low Viral Load) เท่านั้น

ไม่แนะนำให้ใช้ในบ่อที่กุ้งแสดงอาการป่วยหนักหรือเริ่มทยอยตายแล้ว เนื่องจากเซลล์ถูกทำลายไปมากแล้ว ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ควรเคลียร์บ่อและจัดการ Biosecurity

การใช้การเฝ้าระวังรอบข้าง (Surveillance-Driven Application): ฟาร์มส่วนใหญ่ไม่ได้ตรวจ PCR สม่ำเสมอ ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวสารการระบาดของไวรัสในบ่อข้างเคียงหรือพื้นที่ใกล้เคียง ให้เริ่มใส่ IMMOVER ในบ่อที่เหลือทันทีเพื่อเป็นการป้องกัน (Prevention)


หลักการสำคัญเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การใช้อย่างสม่ำเสมอ (Continuous Application): การให้ IMMOVER ตลอดระยะเวลาการเลี้ยงตั้งแต่เริ่มลงกุ้งจนถึงวันจับ สามารถป้องกันการเกิดโรค YHV ได้สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับบ่อข้างเคียง

การบูรณาการร่วมกับ Biosecurity: ผลิตภัณฑ์ไม่ใช่สิ่งทดแทน Biosecurity แต่เป็นเครื่องมือเสริม Biosecurity ที่ดีจะช่วยลดโอกาสที่พาหะนำเชื้อเข้ามาในระบบ

เทคนิคการคลุกและการเคลือบอาหาร (Coating Best Practice): ทุกครั้งที่ผสมสารเสริม ต้องทำการ เคลือบ (Coating) อาหารให้ดี เพื่อป้องกันสารหลุดละลายไปกับน้ำก่อนกุ้งกิน ในช่วงที่กุ้งเผชิญสภาวะเครียด อากาศไม่ดี หรือฟ้าปิด ควรใช้ สารคาวกระตุ้นการกิน ร่วมด้วย เพื่อดึงดูดให้กุ้งจับเม็ดอาหารและได้รับสารเสริมเข้าสู่ร่างกายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


บรรยายในงาน Master Vet Summit 2026