รายงานพิเศษ

   เมื่อ : 20 พ.ย. 2568

วิเคราะห์สถานการณ์ และ โอกาสของตลาดกุ้งกุลาดำ



วันนี้ น้องได้คุยกับหมอเจี๊ยบ น.สพ.สุวรรณ ยิ้มเจริญ ที่ได้ให้มุมมอง กุ้งกุลาดำ ที่ฟังแล้วเกิดฮึกเหิมทันที เราได้คุยเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดกุ้งกุลาดำกำลังเผชิญกับสถานการณ์ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากเกษตรกรที่เคยประสบปัญหาในการเลี้ยงกุ้งขาว ได้หันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำและประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ราคาในตลาดปรับตัวลดลง ซึ่งได้สร้างความกังวลให้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นวิกฤต แต่สำหรับหมอเจี๊ยบแล้ว กลับมองเป็น ”โอกาสครั้งสำคัญที่สุด” ในการพลิกฟื้นและสร้างตลาดกุ้งกุลาดำในประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


กลยุทธ์หลักที่ถูกนำเสนอในวันนี้ คือการมุ่งสร้างและขยาย ”ตลาดแม่ค้า” ในประเทศ ให้กลายเป็นกลไกหลักในการดูดซับผลผลิตส่วนเกิน โดยอาศัยจังหวะที่ผลผลิตกุ้งขาวมีน้อย ราคากุ้งกุลาดำที่ลดลง ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (โครงการคนละครึ่ง) และช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี การสร้างตลาดนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาและสร้างความต่อเนื่องของอุปทาน(ผลผลิต) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดหายไปในอดีต


ในระยะยาว นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการ ”สลับสายพันธุ์” (Switch Species) กลับมาสู่กุ้งกุลาดำ เนื่องจากมีต้นทุนแฝงต่ำกว่า เลี้ยงง่ายกว่า และมีอัตราการรอดสูงกว่ากุ้งขาวที่กำลังเผชิญปัญหาสะสมจากโรคระบาด ดังนั้น การสร้างฐานตลาดในประเทศที่แข็งแกร่งจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งกุลาดำของไทยด้วย


1. สถานการณ์ปัจจุบัน: ผลผลิตกุ้งกุลาดำที่เพิ่มขึ้นและความท้าทาย


* การเพิ่มขึ้นของผลผลิต- ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีผลผลิตกุ้งกุลาดำออกสู่ตลาดในปริมาณมากอย่างที่ไม่เคยคาดการณ์มาก่อน

* ที่มาของผลผลิต: เกิดจากเกษตรกร 3 กลุ่มหลัก:

1. กลุ่มที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำอยู่เดิม

2. กลุ่มที่เคยเลี้ยงกุ้งขาวแต่ไม่ประสบความสำเร็จและปล่อยบ่อร้าง ได้หันกลับมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

3. กลุ่มที่เห็นความสำเร็จของผู้อื่นในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจึงหันมาเลี้ยงตาม


* ผลกระทบด้านราคา: ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาที่ห้องเย็นได้ปิดตู้ส่งออกไปแล้ว ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดและส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง

* ความกังวลของเกษตรกร: เกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยที่เพิ่งกลับมาเลี้ยง อาจเกิดความตื่นตระหนก (Panic) และกังวลว่าราคาจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และจะส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอนาคต


2. การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส: ศักยภาพของตลาดในประเทศ


สถานการณ์ราคาตกต่ำถูกมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการขยายตลาดกุ้งกุลาดำภายในประเทศ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ:

* ผลผลิตกุ้งขาวมีน้อย: ปัจจุบันผลผลิตกุ้งขาวในตลาดมีจำนวนไม่มาก ทำให้แม่ค้าต้องหาผลิตภัณฑ์อื่นมาทดแทน

* ราคาที่เข้าถึงได้: ราคากุ้งกุลาดำในปัจจุบันไม่ได้สูงกว่ากุ้งขาวมากนัก และในบางขนาด (เช่น 30-35 ตัว/กก.) อาจมีราคาใกล้เคียงหรือถูกกว่า ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

* ตลาดสำหรับขนาดใหญ่: กุ้งกุลาดำสามารถทำขนาดใหญ่ (ต่ำกว่า 20 ตัว/กก.) ได้ ซึ่งเป็นตลาดที่กุ้งขาวในประเทศไม่มี ทำให้สามารถเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มได้


* ปัจจัยกระตุ้นการซื้อ:

* โครงการคนละครึ่ง: ช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

* ฤดูกาลท่องเที่ยว: ช่วงปลายปีเป็นช่วงเทศกาลและการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีความต้องการบริโภคอาหารทะเลเพิ่มขึ้น

* ต้นทุนที่ต่ำกว่า: เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำมีต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีความเสี่ยงจาก ”ต้นทุนแฝง” (Hidden Costs) น้อยกว่าการเลี้ยงกุ้งขาว แม้ราคาขายอาจไม่สูงเท่าที่คาดหวัง แต่ยังคงสามารถทำกำไรได้


มุมมองสำคัญ: ”มันไม่ใช่วิกฤติ มันเป็นโอกาสที่กุ้งดำจะขยายตลาดในประเทศ” และ ”เมื่อมีของถูกออกเมื่อไหร่ ตลาดจะกว้างขึ้นเมื่อนั้น”


3. กลยุทธ์หลัก: การสร้างและขยาย ”ตลาดแม่ค้า”


ตลาดแม่ค้าในประเทศถูกระบุว่าเป็นกำลังซื้อที่ใหญ่ที่สุดของไทย (รองรับผลผลิตได้ถึง 40-50%) และเป็นทางออกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดในการแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด


* แนวทางการดำเนินการ:

1. การเจรจากับแพกุ้ง: ในช่วงที่ผ่านมา หมอเจี๊ยบ ได้สนับสนุนให้แพกุ้งในภาคตะวันออกที่รับซื้อกุ้งขาว ลองนำกุ้งกุลาดำไปเสนอขายควบคู่ให้กับแม่ค้า (เช่น ซื้อกุ้งขาว 700 กก. พ่วงกุ้งดำ 300 กก. ไปลองขาย)

2. ผลตอบรับเชิงบวก: แม่ค้าที่นำกุ้งกุลาดำไปลองขาย ปรากฏว่าขายหมดและกลับมาสั่งซื้อเพิ่มทุกราย แสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีความต้องการ

3. การสร้างความต่อเนื่อง: แก้ปัญหาการขาดแคลนกุ้งในภาคตะวันออก โดยให้แพกุ้งจากภาคตะวันออกลงไปรับซื้อกุ้งโดยตรงจากภาคใต้ แล้วนำขึ้นมาคัดขนาดที่แปดริ้ว เพื่อให้มีกุ้งกุลาดำป้อนให้แม่ค้าได้ทุกวัน

* ความสำคัญของความต่อเนื่อง: การมีสินค้าจำหน่ายทุกวันเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างตลาดให้ยั่งยืน เพราะแม่ค้าจะสามารถรับออเดอร์จากร้านอาหารได้อย่างมั่นใจและต่อเนื่อง


* เปรียบเทียบตลาดแม่ค้ากับ ”แก้มลิง”:

* ในอดีต ตลาดแม่ค้าเป็นเพียง ”แก้มลิง” เล็กๆ ที่ช่วยดูดซับผลผลิตได้เพียงเล็กน้อย

* เป้าหมายปัจจุบันคือการขยาย ”แก้มลิง” นี้ให้กลายเป็น ”ทะเลสาบ” ซึ่งสามารถรองรับผลผลิตส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างเสถียรภาพให้กับทั้งระบบ


4. การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์: กุ้งกุลาดำเทียบกับกุ้งขาว


สถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนสายพันธุ์หลักจากการเลี้ยงกุ้งขาวกลับมาสู่กุ้งกุลาดำ ซึ่งเคยเป็นสายพันธุ์หลักในอดีต


คุณสมบัติ กุ้งกุลาดำ (Black Tiger Prawn) กุ้งขาว (Whiteleg Shrimp)


ต้นทุนแฝง


กุ้งกุลาดำ ต้นทุนแฝง ต่ำ - ปัญหาหลักคือโรคไวรัสซึ่งป้องกันได้

กุ้งขาว ต้นทุนแฝงสูงมาก - มีความเสี่ยงจากโรคแบคทีเรีย ปัญหาการไม่โต และอัตราการเสียหายสูง (เช่น ปล่อย 10 บ่อ อาจเสียหาย 5 บ่อ)


ความง่ายในการเลี้ยง

กุ้งกุลาดำ เลี้ยงง่ายกว่า - สามารถเลี้ยงได้ยาวนานถึง 7-8 เดือน และมีความยืดหยุ่นสูง เช่น สามารถย้ายกุ้งไปเลี้ยงบ่ออื่นได้ 100% หากบ่อเดิมมีปัญหา

กุ้งขาว เลี้ยงยากกว่า - มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาดสูง ทำให้เกษตรกรจำนวนมากล้มเหลวและขาดทุน


ศักยภาพตลาด

กุ้งกุลาดำ ตลาดในประเทศมีโอกาสเติบโตสูง - สามารถเจาะตลาดได้ทุกขนาด ตั้งแต่ 60 ตัว/กก. จนถึงขนาดพรีเมียม (ต่ำกว่า 15 ตัว/กก.)

กุ้งขาว ตลาดในประเทศอิ่มตัว - แต่ยังคงเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป


โอกาสในอนาคต

กุ้งกุลาดำ มีโอกาสสูง - เกษตรกรไทยมีเทคโนโลยีการเลี้ยงที่พัฒนาขึ้นมาก (เช่น ให้อาหาร 24 ชม.) สามารถทำขนาดใหญ่ได้ในเวลาสั้นลง (4-5 เดือน) และมีสายพันธุ์ใหม่ๆ กำลังจะออกมา

ส่วนกุ้งขาว ท้าทาย - ต้นทุนแฝงที่สูงทำให้การแข่งขันยากขึ้น และเกษตรกรลดจำนวนลงเรื่อยๆ


5. คำแนะนำสำหรับเกษตรกร


เพื่อรับมือกับสถานการณ์และสร้างความยั่งยืน เกษตรกรควรปรับมุมมองและกลยุทธ์การบริหารจัดการฟาร์ม ดังนี้:


* อย่าหยุดเลี้ยง: สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่เกษตรกรตื่นตระหนกและหยุดเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานขาดตอนและตลาดที่สร้างมาจะหายไป

* บริหารการขายเชิงกลยุทธ์:

* อย่ารอขายทั้งหมดที่ขนาดใหญ่: การที่ทุกคนมุ่งทำแต่กุ้งขนาดใหญ่พร้อมกันจะทำให้เกิดภาวะล้นตลาดในเซกเมนต์พรีเมียม

* ทยอยจับขาย (Harvesting Strategy): เมื่อกุ้งได้ขนาดที่คุ้มทุนและได้กำไรในระดับที่พอใจแล้ว (เช่น 60 50 40 ตัว/กก.) ควรทยอยจับขายบางส่วนเพื่อคืนทุนและลดความเสี่ยง

* สร้างมูลค่าเพิ่ม: เก็บกุ้งส่วนที่เหลือไว้เลี้ยงต่อเพื่อทำขนาดใหญ่พิเศษ (เช่น 15-10 ตัว/กก.) เพื่อขายในตลาดพรีเมียม (เช่น โคตรกุ้ง) ซึ่งจะมีราคาสูงมาก

* มองหาตลาดรองรับ: เกษตรกรที่ไม่สามารถทำตลาดพรีเมียมได้ ควรใช้ ”ตลาดแม่ค้า” เป็นตลาดหลักในการระบายสินค้า ซึ่งเป็นตลาดที่รองรับสินค้าได้หลากหลายขนาด

* สร้างตลาดในพื้นที่: เกษตรกรในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะในภาคใต้ ควรริเริ่ม ”ปั้นตลาดแม่ค้า” ในพื้นที่ของตนเองเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการระบายผลผลิตและสร้างความเข้มแข็งในระดับภูมิภาค


ขอบคุณ ข้อมูลจาก พี่หมอเจี๊ยบค่ะ❤️