รายงานพิเศษ
กลยุทธ์การจัดการอาหารกุ้งเพื่อการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน
กลยุทธ์การจัดการอาหารกุ้งเพื่อการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน
โดย นายกชาลี จิตรประสงค์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งฉะเชิงเทรา
น้องได้คุยกับนายกชาลี ถึงหลักการแก้ปัญหาการเลี้ยงกุ้ง ทั้งสายทนและสายโตเร็ว ซึ่งเป็นการสังเคราะห์แนวคิดและกลยุทธ์สำคัญในการเลี้ยงกุ้ง ของนายกชาลี ที่ชี้ว่า พอแก้สิ่งนี้แล้ว ทำให้สาริกาฟาร์มเลี้ยงกุ้งได้ง่ายขึ้นมาก
โดยนายกชาลี ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรคระบาด เช่น โรคขี้ขาว มีต้นตอมาจากการจัดการอาหารที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดโปรตีนส่วนเกินในระบบ ซึ่งเป็นอาหารของเชื้อก่อโรค การแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการใช้ยาและสารเคมีไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน แต่ควรหันมาจัดการที่ต้นเหตุ ซึ่งประกอบด้วยสองปัจจัยหลักคือ คุณภาพของลูกกุ้ง และคุณภาพของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการย่อยและนำโปรตีนไปใช้ประโยชน์ของกุ้ง
ประเด็นสำคัญ
* เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปสู่ต้นเหตุ: แนวทางปัจจุบันมักมุ่งเน้นการใช้ยาฆ่าเชื้อและสารต่างๆ เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำและรักษาโรค ซึ่งเป็นเพียงการจัดการกับอาการ (ปลายเหตุ) แนวทางที่นำเสนอคือการกลับไปจัดการที่ต้นตอของปัญหา นั่นคือโปรตีนส่วนเกินที่เหลือจากการย่อยของกุ้ง
* โปรตีนที่เหมาะสมและการย่อยได้สูงสุดคือหัวใจสำคัญ: แทนที่จะแข่งขันกันที่เปอร์เซ็นต์โปรตีนสูงในอาหาร ผู้ผลิตอาหารควรแข่งขันกันที่ ”คุณภาพ” ของโปรตีน ซึ่งหมายถึงโปรตีนที่กุ้งสามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด (digestibility) เพื่อให้เหลือโปรตีนปนเปื้อนในของเสีย (ขี้กุ้ง) และในน้ำน้อยที่สุด
* การควบคุมปริมาณอาหารอย่างเคร่งครัด: การให้อาหารมากเกินไป (”อาหาร error”) จะเร่งกระบวนการย่อยของกุ้ง ทำให้โปรตีนถูกดูดซึมไปใช้ได้ไม่เต็มที่ กลยุทธ์ที่สำคัญคือการคำนวณปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับน้ำหนักกุ้งในบ่อ (Biomass) โดยมีเกณฑ์แนะนำที่ 25-30 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 ตันต่อวัน
* สองเสาหลักของความสำเร็จ: อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งจะยั่งยืนได้ต้องจัดการที่ต้นเหตุ 2 ประการ คือ 1) คุณภาพลูกกุ้ง ที่ต้องสะอาด มีสายพันธุ์ที่ตรวจสอบได้ และปลอดเชื้อโรคสำคัญอย่าง EHP และ 2) คุณภาพอาหาร ที่มีโปรตีนเหมาะสมและย่อยง่าย ซึ่งจะนำไปสู่การลดปัญหาคุณภาพน้ำและโรคระบาดได้อย่างมีนัยสำคัญ
????การวิเคราะห์เชิงลึก: กลยุทธ์การจัดการอาหารกุ้งเพื่อป้องกันโรค
นายกชาลี บอกว่า
1. ปัญหาพื้นฐานของอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง: มักเป็นการจัดการที่ปลายเหตุ
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเผชิญกับความท้าทายจากโรคระบาดและปัญหาน้ำเสีย ซึ่งเกษตรกรมักแก้ไขด้วยวิธีการที่ปลายเหตุ เช่น:
* การใช้ยาฆ่าเชื้อ: เมื่อตรวจพบเชื้อโรคปริมาณมากในน้ำ จะมีการใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อควบคุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศจุลินทรีย์ (Biome) ในบ่อ และอาจทำให้เชื้อโรคชนิดอื่นเจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่
* การใช้สารเคมีและจุลินทรีย์: เพื่อจัดการกับแอมโมเนียและไนไตรท์ในน้ำ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากของเสียในบ่อ
* การรักษาโรค: เมื่อกุ้งแสดงอาการของโรค เช่น โรคขี้ขาว ก็จะมุ่งเน้นไปที่การหายามารักษา
วิธีการเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้ป้องกันที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งทำให้เกิดวงจรของปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าและทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
2. ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา: คือโปรตีนส่วนเกินจากกระบวนการย่อย
แหล่งข้อมูลระบุอย่างชัดเจนว่า ”ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดคือโปรตีนที่เหลือจากกระบวนการย่อยของกุ้ง” โปรตีนส่วนเกินนี้กลายเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียก่อโรค (เช่น Vibrio) ในน้ำ ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและย้อนกลับมาทำอันตรายต่อกุ้งในที่สุด
2.1 ระบบการย่อยที่เป็นเอกลักษณ์ของกุ้ง
ความเข้าใจในระบบย่อยอาหารของกุ้งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการอาหาร:
* กุ้งไม่มีกระเพาะพักอาหาร: แตกต่างจากปลาที่มีกระเพาะขนาดใหญ่สำหรับพักและย่อยอาหาร กุ้งมีระบบทางเดินอาหารแบบท่อตรงและสั้น หรือที่เรียกว่า ”กินปากออกตูด”
* ระยะเวลาการย่อยที่รวดเร็ว: อาหารเดินทางผ่านลำไส้กุ้งในระยะเวลาสั้นมาก (เช่น 5 นาที) หากให้อาหารมากเกินความจำเป็น จะเป็นการเร่งให้อาหารเคลื่อนตัวเร็วขึ้น (อาจเหลือเพียง 3-4 นาที) ทำให้กุ้งมีเวลาในการย่อยและดูดซึมสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
* ผลกระทบ: โปรตีนที่ไม่ถูกย่อยจะถูกขับออกมากับของเสีย ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและกลายเป็นต้นตอของปัญหาดังที่กล่าวมา
2.2 ผลกระทบของโปรตีนส่วนเกินต่อคุณภาพน้ำและเชื้อโรค
โปรตีนที่หลงเหลือในน้ำทำให้เกิดปัญหาวงจรดังนี้:
1. แหล่งอาหารของแบคทีเรีย: โปรตีนเป็นอาหารของแบคทีเรียก่อโรค ทำให้ปริมาณเชื้อในน้ำเพิ่มสูงขึ้น
2. คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม: เกิดของเสีย เช่น แอมโมเนียและไนไตรท์
3. กุ้งอ่อนแอและเป็นโรค: เมื่อสภาพแวดล้อมไม่ดีและมีเชื้อโรคสูง กุ้งจะอ่อนแอและติดโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคขี้ขาว
4. การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ: เกษตรกรต้องใช้ยาและสารเคมี ซึ่งทำลายสมดุลในบ่อและอาจไม่ได้ผลในระยะยาว
3. กลยุทธ์การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ: การควบคุมอาหารและคุณภาพโปรตีน
เพื่อทำลายวงจรปัญหานี้ แหล่งข้อมูลได้เสนอแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุ 2 แนวทางหลัก
3.1 การควบคุมปริมาณอาหารเชิงปริมาณ
นี่คือเทคนิคการจัดการที่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที โดยมีหลักการสำคัญคือการจำกัดปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของกุ้ง
* เกณฑ์มาตรฐาน: ให้อาหารในปริมาณ 25-30 กิโลกรัม ต่อกุ้ง 1 ตัน ต่อวัน
* วิธีการคำนวณ:
1. ประเมินจำนวนกุ้งในบ่อ (จากการสุ่มเช็คยอ)
2. ประเมินน้ำหนักเฉลี่ยของกุ้ง
3. คำนวณน้ำหนักรวมของกุ้งทั้งหมดในบ่อ (Biomass)
4. ใช้น้ำหนักรวมที่ได้มาคำนวณปริมาณอาหารต่อวันตามเกณฑ์ข้างต้น
* ตัวอย่าง: หากในบ่อมีกุ้ง 800 กิโลกรัม ควรให้อาหารไม่เกิน 20-24 กิโลกรัมต่อวัน (คำนวณที่ 25-30 กก./ตัน)
* ผลลัพธ์: แม้กุ้งอาจจะโตช้าลงเล็กน้อย แต่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคขี้ขาวได้อย่างมาก เพราะกุ้งสามารถย่อยโปรตีนที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้เกือบทั้งหมด
3.2 การเปลี่ยนกระบวนทัศน์: แข่งขันที่ ”โปรตีนที่เหมาะสม” และย่อยได้สูงสุด
นี่คือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับอุตสาหกรรมอาหารกุ้งโดยรวม
* นิยามใหม่ของคุณภาพอาหาร: คุณภาพอาหารกุ้งที่ดี ไม่ควรวัดที่เปอร์เซ็นต์โปรตีนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่ ”โปรตีนที่เหมาะสม” (Appropriate Protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่กุ้งสามารถย่อยและดูดซึมไปใช้ได้สูงสุด
* การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ: ผู้ผลิตอาหารควรแข่งขันกันในเรื่อง ”ประสิทธิภาพการย่อย” โดยพิสูจน์ว่าอาหารของตนเมื่อกุ้งกินเข้าไปแล้ว เหลือโปรตีนในของเสียน้อยที่สุด
* การตรวจสอบโดยหน่วยงานกลาง: เสนอให้มีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมประมง หรือ สวทช. ทำการทดสอบประสิทธิภาพการย่อยของอาหารแต่ละยี่ห้อ และรับรองผลเพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อ
4. ความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์กุ้งและข้อกำหนดด้านโปรตีน
แหล่งข้อมูลยังได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในการย่อยอาหารระหว่างกุ้งต่างสายพันธุ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้อาหาร
คุณลักษณะ กุ้งกุลาดำ (Black Tiger Shrimp)
ระบบการย่อย มีประสิทธิภาพสูงกว่า ตับมีความสมบูรณ์ เม็ดไขมันในตับเรียงตัวแน่นและยาว แสดงถึงความสามารถในการย่อยและเก็บสะสมสารอาหารที่ดีเยี่ยม มีประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนสูงกว่า
กุ้งขาว (White Shrimp) โอกาสที่ตับจะสมบูรณ์เหมือนกุ้งกุลาดำมีน้อยมาก
ไม่ควรใช้อาหารที่มีโปรตีนสูงเกินความจำเป็น มีงานวิจัยจากกรมประมงระบุว่า ต้องการโปรตีนไม่เกิน 30%
ข้อเสนอแนะ ควรใช้อาหารที่มี ”โปรตีนที่เหมาะสม” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเปอร์เซ็นต์สูง แต่ต้องย่อยง่ายและนำไปใช้ได้สูงสุด
5. ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับอุตสาหกรรม
เพื่อให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ควรมีการจัดการที่ต้นเหตุอย่างจริงจังใน 2 ประเด็นหลัก
1. การปรับปรุงคุณภาพลูกกุ้ง (PLs):
* ความสะอาด: ลูกกุ้งต้องมาจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดเชื้อโรคสำคัญ โดยเฉพาะ EHP (Enterocytozoon hepatopenaei)
* การตรวจสอบย้อนกลับ: ต้องมีที่มาที่ไปของสายพันธุ์ที่ชัดเจน
* มาตรฐานแบคทีเรีย: ควรมีเกณฑ์มาตรฐานปริมาณแบคทีเรียในตับของลูกกุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรนำกุ้งที่อ่อนแอหรือมีเชื้อแฝงไปเลี้ยง
2. การปฏิวัติคุณภาพอาหารกุ้ง:
* เปลี่ยนจุดเน้น: จาก ”โปรตีนสูง” ไปสู่ ”โปรตีนที่เหมาะสมและย่อยได้สูงสุด”
* สร้างมาตรฐานกลาง: ผลักดันให้เกิดการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพการย่อยของอาหารโดยหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในตลาด
* ปลุกกระแสในอุตสาหกรรม: สร้างความตระหนักรู้ให้ทั้งเกษตรกรและผู้ผลิตอาหารหันมาให้ความสำคัญกับต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด แม้จะมีลูกกุ้งและอาหารคุณภาพดีเพียงใด เทคนิคการควบคุมปริมาณอาหารของเกษตรกร ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุประสบความสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก นายกชาลี จิตรประสงค์
Chalee Jitprasong
