รายงานพิเศษ
วิเคราะห์ส่งออกกุ้งไทย 9 เดือนแรก ปี 2569
วิเคราะห์ส่งออกกุ้งไทย 9 เดือนแรก ปี 2569
จีนขึ้นแท่นตลาดส่งออกอันดับ 1 สวนทางญี่ปุ่น–สหรัฐฯ ชะลอตัว ขณะที่มูลค่าส่งออกหดตัวแรงกว่าปริมาณ สะท้อนโจทย์ใหญ่การแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้งไทย
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมกุ้ง | กุ้งไทย | 27 ตุลาคม 2569
การส่งออกกุ้งไทยในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2569 กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาปริมาณส่งออกลดลง แต่ยังเผชิญแรงกดดันด้านมูลค่าการส่งออกและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของตลาดจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นตลาดหลัก ขณะที่ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นฐานตลาดสำคัญกลับหดตัว
ข้อมูลกรมศุลกากรระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกกุ้งรวม 91361 ตัน คิดเป็นมูลค่า 27825 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ส่งออก 93273 ตัน มูลค่า 29200 ล้านบาท
ส่งออกลดเพียง 2% แต่รายได้หายเกือบ 5% สัญญาณที่ต้องจับตา
เมื่อนำมูลค่าการส่งออกหารด้วยปริมาณ จะพบว่ามูลค่าส่งออกเฉลี่ยต่อกิโลกรัมลดลงจากประมาณ 313.06 บาท ในปี 2568 เหลือ 304.56 บาท ในปี 2569 หรือลดลงประมาณ 2.72%
แม้ตัวเลขนี้จะไม่ใช่ราคาขายกุ้งชนิดเดียวกันหรือขนาดเดียวกัน แต่เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นว่าไทยกำลังได้รับมูลค่าต่อหน่วยจากการส่งออกลดลง
สาเหตุอาจมาจากการแข่งขันด้านราคา การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินค้าระหว่างกุ้งสดแช่แข็งกับกุ้งแปรรูป ขนาดกุ้งที่ส่งออก หรือสัดส่วนตลาดปลายทางที่เปลี่ยนไป ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลรายพิกัดสินค้าเพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญคือ การรักษาปริมาณส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากอุตสาหกรรมไม่สามารถรักษามูลค่าต่อหน่วยและกำไรได้
จีนขึ้นเป็นตลาดอันดับหนึ่ง จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของกุ้งไทย
จีนกลายเป็นตลาดส่งออกกุ้งอันดับหนึ่งของไทยในเชิงมูลค่าอย่างชัดเจน โดยมีตัวเลขดังนี้
* ปริมาณส่งออกไปจีน 23380 ตัน เพิ่มขึ้น 12.58%
* มูลค่าส่งออก 7978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.95%
* สัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพิ่มจาก 23.97% เป็น 28.67%
น่าสนใจว่า จีนไม่เพียงซื้อกุ้งไทยมากขึ้น แต่การเติบโตของมูลค่ายังสูงกว่าการเติบโตของปริมาณเล็กน้อย สะท้อนว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยในตลาดจีนปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นตลาดอันดับหนึ่งในปี 2568 ลดลงมาอยู่อันดับสาม โดยมูลค่าหดตัวถึง 19.19%
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะตลาดจีนมีโครงสร้างการแข่งขันแตกต่างจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ทั้งในเรื่องประเภทสินค้า ช่องทางจำหน่าย ความต้องการของผู้บริโภค และคู่แข่งรายสำคัญอย่างเอกวาดอร์ อินเดีย และเวียดนาม
สำหรับผู้ส่งออกไทย การเติบโตของตลาดจีนจึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากตลาดจีนกลายเป็นตลาดหลักมากขึ้น อุตสาหกรรมไทยก็จะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงกำลังซื้อ ราคา และนโยบายการนำเข้าของจีนมากขึ้นเช่นกัน
ญี่ปุ่น–สหรัฐฯ หดตัว ต้องแยกวิเคราะห์ปัญหาของแต่ละตลาด
ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะมูลค่าส่งออกลดลงจาก 7519 ล้านบาท เหลือ 6077 ล้านบาท หรือหายไปถึง 1442 ล้านบาทในเวลาเพียง 9 เดือน
ขณะที่ปริมาณลดลง 16.10% และมูลค่าลดลง 19.19% แสดงว่าญี่ปุ่นมีทั้งปัญหาปริมาณการซื้อและมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยที่อ่อนตัวลง
ส่วนสหรัฐอเมริกา ปริมาณลดลง 7.29% และมูลค่าลดลง 4.74% โดยมีข้อสังเกตว่า มูลค่าลดลงน้อยกว่าปริมาณ ทำให้มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ไม่ควรอธิบายการส่งออกกุ้งไทยที่ลดลงด้วยสาเหตุเดียวกันทุกตลาด
ญี่ปุ่นอาจต้องตรวจสอบการแข่งขันด้านราคา การเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อ และโครงสร้างสินค้าส่งออก ขณะที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องพิจารณาทั้งต้นทุนการนำเข้า ภาษีการค้า การแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง และความต้องการสินค้ากุ้งแปรรูป
ตลาดอาเซียนเติบโตด้านปริมาณ แต่ยังสร้างมูลค่าได้ไม่มาก
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การส่งออกไปกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ เพิ่มขึ้นถึง 17.20% ในเชิงปริมาณ แต่เพิ่มขึ้นเพียง 7.44% ในเชิงมูลค่า
ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า มูลค่าส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยของตลาดอาเซียนกำลังลดลง
เมื่อคำนวณจากข้อมูลพบว่า มูลค่าเฉลี่ยต่อกิโลกรัมของตลาดอาเซียนลดลงจากประมาณ 113 บาท เหลือ 104 บาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ต่ำกว่าตลาดจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ อย่างมาก จึงควรตรวจสอบโครงสร้างสินค้าที่ส่งออกไปอาเซียน รวมถึงการค้าชายแดนและการส่งออกเพื่อแปรรูปต่อ ก่อนสรุปว่าเป็นผลจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
การเพิ่มปริมาณส่งออกไปตลาดอาเซียนจึงอาจช่วยระบายผลผลิต แต่ยังไม่สามารถทดแทนรายได้จากตลาดมูลค่าสูงที่หายไปได้อย่างเต็มที่
เดือนกันยายนส่งออกสูงสุดในรอบ 9 เดือน แต่ยังไม่ใช่สัญญาณฟื้นตัวสมบูรณ์
เดือนกันยายน 2569 ไทยส่งออกกุ้ง 12696 ตัน สูงที่สุดในช่วง 9 เดือนแรก และเพิ่มขึ้น 3.44% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน
เมื่อพิจารณาต่อเนื่องจะพบว่า ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนติดต่อกันสามเดือน ตั้งแต่กรกฎาคมถึงกันยายน
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเพียง 0.31% ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตของปริมาณอย่างชัดเจน
จึงอาจกล่าวได้ว่า การส่งออกกุ้งไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวด้านปริมาณในไตรมาสที่ 3 แต่การฟื้นตัวด้านมูลค่ายังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร
ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเร่งดำเนินการ
จากข้อมูลทั้งหมด มีประเด็นที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรควรให้ความสำคัญร่วมกัน
ประการแรก รักษาตลาดจีนโดยไม่ละทิ้งตลาดดั้งเดิม เพราะแม้จีนกำลังเติบโต แต่การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว
ประการที่สอง เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้ากุ้งไทย ผ่านผลิตภัณฑ์แปรรูป คุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานการผลิตที่ตอบโจทย์ผู้ซื้อแต่ละตลาด
ประการที่สาม ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตหน้าฟาร์ม โดยเฉพาะการลดต้นทุนอาหาร เพิ่มอัตรารอด ลดความเสียหายจากโรค และปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยง เพื่อให้กุ้งไทยแข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งการลดราคาขายเพียงอย่างเดียว
ประการที่สี่ วิเคราะห์ข้อมูลส่งออกให้ลึกถึงระดับสินค้าและตลาด เพื่อให้ทราบว่ามูลค่าที่ลดลงเกิดจากราคาสินค้าประเภทใด ขนาดกุ้งใด และตลาดใด ไม่ใช่ใช้เพียงตัวเลขการส่งออกรวมเป็นเครื่องตัดสินสถานการณ์
กุ้งไทยกำลังเปลี่ยนตลาด แต่ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการสร้างมูลค่า
ตัวเลขส่งออก 9 เดือนแรกปี 2569 กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งไทย
ด้านหนึ่ง ตลาดจีนเติบโตอย่างโดดเด่นและก้าวขึ้นเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ กลับมีคำสั่งซื้อและมูลค่าการส่งออกลดลง
แม้ปริมาณส่งออกในช่วงไตรมาสที่ 3 จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่การที่มูลค่าการส่งออกโดยรวมลดลงแรงกว่าปริมาณยังเป็นสัญญาณเตือนว่า อุตสาหกรรมไทยต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างมูลค่า ไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการผลิตหรือการส่งออก
ข้อมูลอ้างอิง: กรมศุลกากร ตารางการส่งออกกุ้งรวมของไทย มกราคม–กันยายน 2568–2569
